Search   
 
-A +A
Horleys by Omniwellness
 
www.omniwellness.co.th HOME About us

Library

Contact us

How to Order

   
About OMNIWELLNESS
About HORLEYS
Where to find us
The Protein-Powder Primer
FAQs
วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง
โปรแกรมการฝึกเวทเทรนนิ่ง 26 สัปดาห์
Leanne Grindrod
วิธีการวัดไขมัน
ข้อแนะนำในการเพิ่มน้ำหนัก
Contact us
แจ้งการชำระเงิน
How to Order
Member Privileges
HorleysThailand
Your basket 0 piece(s) : Total price 0.00 Baht

วิธีการวัดไขมัน – ไขข้อข้องใจก่อนเที่ยวหน้าร้อนนี้


ในการสร้างหุ่นในฝันของคุณ แน่นอนว่าการวัดน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบอกทุกอย่างได้ จำเป็นต้องมีการมอนิเตอร์ body fat เพื่อดูถึงความคืบหน้าในการเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมันของคุณไปด้วย ต่อไปเราจะมาดูกันถึงวิธีการวัดไขมันแบบต่าง ๆ นะคะ

  1. Caliper
วิธีนี้คือการใช้เครื่อง Caliper วัดความหนาของผิวหนังตามจุดต่างๆ โดนคนวัดจะหนีบผิวหนังตามจุดวัดที่กำหนดไว้และใช้ Caliper วัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) จากนั้น ก็นำผลรวมมาเทียบกับตารางที่แยกค่า body fat ตามเพศและอายุ บางสูตรใช้ค่าวัดเพียงแค่ 3 จุด แต่บางสูตรก็วัดมากถึง 7 โดยอุปกรณ์ที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐาน คือ Caliper ของ Accu-Measure Fitness 
click : http://www.omniwellness.co.th/s0105/index.php?tpid=pro:Other01&pgid=&menusub=1
 
ข้อดี
 
- เที่ยงตรง
- ถูก
- รวดเร็ว
ข้อเสีย
 
- ผู้วัดต้องมีความเชี่ยวชาญ
- ในการเปรีบเทียบจำเป็นต้องวัดที่จุดเดิม
ข้อสรุป:
วิธีวัดไขมันใต้ผิวหนังเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เที่ยงตรง และเหมาะกับการใช้งานจริงที่สุด

 

 


















  2. Bioelectric Impedance Analysis (BIA)
BIA วิเคราะห์การต้านกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายเพื่อคำนวนปริมาณไขมันในร่างกาย โดยใช้หลักการจากการที่กล้ามเนื้อมีสัดส่วนของน้ำสูง และนำกระแสไฟฟ้าได้ดี แต่ไขมันนั้นตรงกันข้าม มีน้ำน้อยและนำกระแสไฟฟ้าไม่ดี เมื่อเครื่องได้ข้อมูลของความหน่วงกระแสไฟฟ้าของร่างกายแล้ว จึงคำนวน body fat ออกมา ปัจจุบันมีการใช้เครื่องวัด BIA อย่างแพร่หลาย โดยมีทั้งแบบจับสองมือ และแบบยืน
ข้อดี - ง่ายและสะดวก
- ถูก
- แพร่หลาย
ข้อเสีย - หลายปัจจัยมีอิทธิพลต่อค่าที่วัดได้ เช่น ปริมาณน้ำที่ทาน หรือปริมาณอาหารที่ทาน เนื่องจากน้ำนำกระแสไฟฟ้าได้ดี ถ้าผู้วัดดื่มน้ำก่อนใช้เครื่องอาจทำให้ค่าที่วัดได้ต่ำกว่าจริง
- ไม่เที่ยงตรงนัก
ข้อสรุป: ในกรณีที่คุณไม่มี Caliper ในการวัด ถือว่า BIA เป็นวิธีที่ดีรองลงมา แต่สำหรับคนที่มี body fat ต่ำมาก (เช่น นักกีฬา นักเพาะกาย) ค่าที่วัดได้มักจะเพี้ยน

  3. การวัดเส้นรอบ

เป็นวิธีที่ใช้โดยกองทัพสหรัฐอเมริกา โดยจะวัดเส้นรอบเอว คอ และความสูง และนำค่าที่ได้ไปคำนวน body fat ออกมา (สามารถใส่ค่าได้ที่ http://www.linear-software.com/online.html)
ข้อดี - ง่าย
- ถูก
ข้อเสีย - ผู้วัดต้องมีความเชี่ยวชาญ
- ไม่เที่ยงตรง
- โครงร่างของร่างกายทำให้ค่าเพี้ยนได้ เช่น คนที่มีขนาดคอใหญ่จะได้ค่าที่น้อยกว่าคนที่มีขนาดคอเล็ก

  4. Hydrostatic Weighting
วิธีนี้ถือเป็นมาตรฐานในการวัดไขมัน (error +/-2%) ซึ่งทำการวัดโดยการจุ่มผู้ถูกวัดลงไปน้ำ เนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าน้ำ คนที่มีกล้ามเนื้อมากจะหนักกว่าเมื่อวัดในน้ำ และได้ค่าวัด body fat ที่ต่ำ ในทางกลับกันปริมาณไขมันที่สูงจะทำให้ร่างกายเบาในน้ำ และได้ค่าวัด body fat ที่สูง ความเที่ยงตรงของวิธีนี้ยังขึ้นอยู่กับปริมาณลมในปอดที่เป่าออกด้วย
ข้อดี - เที่ยงตรงมาก
ข้อเสีย - ไม่สะดวก
- มีค่าใช้จ่ายสูง
- ใช้เวลานาน
ข้อสรุป: นี่เป็นหนึ่งในวิธีวัดที่เที่ยงตรงที่สุด อย่างไรก็ดี จากการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่สะดวกในการวัด วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับการวัดแบบไม่จริงจัง

  5. DEXA Scan Dual Energy X-Ray Absorptiometry หรือ DEXA Scan
เป็นมาตรฐานใหม่ของการวัดองค์ประกอบของร่างกาย โดยสามารถแยกองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน คือ กล้ามเนื้อ ไขมัน และแร่ธาตุ DEXA ยังสามารถวิเคราะห์การกระจายของไขมันว่าอยู่บริเวณใดบ้าง และเพราะใช้รังสี x-ray ที่มีความเข้มข้นต่ำ จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัย
ข้อดี - เที่ยงตรงที่สุด
ข้อเสีย - ไม่สะดวก
- มีค่าใช้จ่ายสูง
ข้อสรุป: เหมือนกับ Hydrostatic Weighting วิธีนี้เป็นวิธีที่เที่ยงตรงสูง อย่างไรก็ดี จากการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่สะดวกในการวัด วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับการวัดแบบไม่จริงจัง


  


  | HOME | About us |

Library

| Contact us |

How to Order

 
©Copyright 2002-2017 All rights reserved.
บริษัท ออมนิเวลเนส จำกัด
Line ID : @HorleysThailand (มี @ ด้วย)
Tel : (66) 83-601-1336, (66) 2-136-6513
Email : Sales@omniwellness.co.th
 
Web hosting | website builder |เว็บไซต์สำเร็จรูป by ninenic